Industry 4.0 จะเปลี่ยนการ Traceability ของอุตสาหกรรมอาหารไปอย่างไรในอนาคต

Industry 4.0 จะเปลี่ยนการ Traceability ของอุตสาหกรรมอาหารไปอย่างไรในอนาคต

       Traceability System หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัลสามารถสร้างประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมหาศาลในด้านผลผลิต การทำกำไร การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการประชาสัมพันธ์ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าในสภาพแวดล้อมการผลิตที่ใช้ระบบเครือข่ายอัจฉริยะ สามารถช่วยปรับปรุงการ Traceability ในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างไรบ้าง

 

       Traceability เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของความปลอดภัยของอาหาร เพราะสำหรับผู้ผลิตแล้ว ความสามารถในการติดตามผลิตภัณฑ์และส่วนผสมทั้งหมดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานประจำวัน ไปจนถึงการจัดการกับภาวะวิกฤต เช่น การเรียกคืนผลิตภัณฑ์

 

       โดย Industry 4.0  ได้เข้ามาเปิดโอกาสในการปรับปรุงการ Traceability ของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งบทความนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยและการตรวจสอบอาหารที่ Sesotec ได้อธิบายถึงรากฐานในการตรวจสอบย้อนกลับของอาหารและบทบาทที่สำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะในการผลิต เพื่อปรับปรุงความเร็วและความแม่นยำ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตสามารถติดตามผลิตภัณฑ์ของตนได้

Traceability tech

       Traceability ของอุตสาหกรรมอาหารคืออะไร?

       การ Traceability ในอุตสาหกรรมอาหารหรือที่เรียกว่าการติดตามผลิตภัณฑ์ คือความสามารถในการติดตามการเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์อาหารตลอด Supply Chain และขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการจำหน่าย

       ทำไมการ Traceability ในอุตสาหกรรมอาหารจึงมีความสำคัญ?

       เรียกได้ว่าการ Traceability ในอุตสาหกรรมอาหารเป็นเสาหลักสำคัญของความปลอดภัยในอาหารเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีความสามารถในการระบุตำแหน่ง และการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่พบหรือสงสัยว่าเป็นอันตรายได้อย่างรวดเร็ว

 

       ซึ่งความสามารถในการติดตามผลิตภัณฑ์มีประโยชน์เป็นอย่างมาก เมื่อเกิดการ Recall เพราะผู้ผลิตสามารถติดตามได้อย่างแม่นยำว่าชุดผลิตภัณฑ์ใดถูกแจกจ่ายไปยังที่ใดบ้าง และดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพื่อนำผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องออกจากชั้นวางในร้านค้า

 

       นอกเหนือจากการ Recall ผลิตภัณฑ์แล้ว ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับยังสามารถช่วยในการระบุปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นการป้องกันก่อนที่จำนวนการผลิตจะเพิ่มขึ้นได้

 

       โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารของยุคนี้ ที่ทำให้ Traceability มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา ด้วย Supply Chain ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและอัตรากำไรที่ตึงตัว ซึ่งหากการตรวจสอบย้อนกลับไม่มีความละเอียดมากพอ อาจทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในความเสี่ยง และทำให้เกิดการ Recall เพิ่มขึ้นอีกด้วย 

       ข้อกำหนดของ Traceability 

       การตรวจสอบย้อนกลับเป็นส่วนหนึ่งในกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหาร เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่น ระเบียบสหภาพยุโรป 931/2554 และการตรวจรับรองโดยหน่วยตรวจรับรองประเภทบุคคลที่สาม เช่น IFS Food V7 โดยธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารจะต้องพิสูจน์ได้ว่าตนมีระบบตรวจสอบย้อนกลับของอาหารที่ใช้งานได้

 

       อย่างน้อยที่สุด ผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบทั้งหมดที่ผ่านกระบวนการแปรรูปในโรงงานผลิตจะต้องตรวจสอบย้อนกลับได้แบบ “One Step Back, One Step Forward” และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้ โรงงานผลิตอาหารจึงจำเป็นต้องนำระบบและวิธีการมาใช้เพื่อติดตามแหล่งที่มาและปลายทางของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เข้ามาและส่งออก

 

       นอกจากการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ได้แบบอัตโนมัติ เช่น วันที่จัดส่ง ปริมาณ หมายเลข Batch ฯลฯ การ Traceability ของอาหารยังต้องรวมข้อมูลการติดต่อที่เป็นปัจจุบันสำหรับผู้จัดหาและผู้รับทุกราย ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น เอกสารดังกล่าวจะทำหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่าต้นทางและปลายทางสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการค้นหาและเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารที่มีข้อบกพร่องได้

       ระบบดิจิทัลของการ Traceability ในอุตสาหกรรมอาหาร

       นอกจากการระบุว่าต้องมีข้อมูลใดบ้างอยู่ในเอกสาร เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่กฎระเบียบและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารก็ไม่ได้ระบุว่าจำเป็นต้องมีการใช้เทคโนโลยีประเภทใดในการติดตาม โดยทั่วไปจึงใช้การบันทึกด้วยลายมือ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วก็อาจเพียงพอสำหรับระบบตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร 

 

       แต่อย่างไรก็ตาม ในยุค Industry 4.0 นี้ ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารมักใช้โซลูชันดิจิทัลสำหรับการติดตามผลิตภัณฑ์ โดยการใช้เครือข่ายอัจฉริยะของระบบการจัดการข้อมูล และอุปกรณ์ภายในโรงงานที่สามารถรับรองการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร ซึ่งในขณะเดียวกันก็สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกในกระบวนการผลิตของบริษัทได้อีกด้วย

       การทำงานของระบบการติดตามแบบดิจิทัล 

       อุปกรณ์ตรวจจับสิ่งปลอมปนเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับการปรับปรุงการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเครื่องตรวจจับโลหะและระบบเอกซเรย์ สามารถตรวจสอบสิ่งปลอมปนที่มักถูกนำไปใช้ที่จุดเชื่อมต่อหลักในกระบวนการผลิตอาหาร เช่น การตรวจสอบสินค้าขาเข้า การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย และจุดควบคุมในกระบวนการผลิต ซึ่งจำเป็นต้องมีเอกสารเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารอยู่แล้ว

 

       เทคโนโลยีการตรวจจับสิ่งปลอมปนที่มีความซับซ้อนสามารถเชื่อมต่อกับระบบการจัดการข้อมูลส่วนกลาง เพื่อให้การวิเคราะห์กระบวนการ การตรวจสอบ การจัดเก็บข้อมูล และการรายงานเป็นไปโดยอัตโนมัติ สำหรับชุดผลิตภัณฑ์แต่ละชุดที่ตรวจสอบ โดยซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบันทึกจากเครื่องตรวจจับโลหะหรืออุปกรณ์เอกซเรย์จะสร้าง Report ได้โดยละเอียด สามารถออกแบบให้รวมข้อมูลการติดตามผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นได้ทั้งหมด ในขณะที่อาหารเคลื่อนผ่านขั้นตอนต่างๆ ของการผลิต และมีข้อมูลการติดตามที่สามารถอัปเดตได้โดยอัตโนมัติ

       ประโยชน์ของระบบการติดตามแบบดิจิทัล 

       การรวมอุปกรณ์ตรวจสอบผลิตภัณฑ์อัจฉริยะเข้ากับระบบตรวจสอบย้อนกลับของอาหารสามารถช่วยให้บริษัทสามารถระบุและค้นหาผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องได้แบบ Real-Time โดยมีซอฟต์แวร์ที่สามารถสร้างและจัดเก็บรายงานได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลการติดตามที่เป็นปัจจุบัน โดยสอดคล้องกับระเบียบและข้อบังคับด้านความปลอดภัยของอาหาร หากจำเป็นต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์ ความเร็วและความละเอียดของข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในระบบดิจิทัลจะช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างการเรียกคืนได้อย่างรวดเร็วและมีการจัดการที่ดีกว่า

 

       นอกเหนือจากการช่วยให้ผู้ผลิตกำจัดผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนออกจากระบบได้อย่างรวดเร็วแล้ว ระบบตรวจสอบย้อนกลับของอาหารที่ซับซ้อนยังสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อนได้อีกด้วย โดยสารปนเปื้อนเหล่านี้อาจเป็นผลมาจากซัพพลายเออร์ การจัดการที่ไม่เหมาะสม หรือการสึกหรอของเครื่องจักร ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถหาแหล่งที่มาและแก้ปัญหาได้ถูกวิธี ตั้งแต่ซัพพลายเออร์ไปจนถึงการประเมินกระบวนการ นอกจากนี้ยังสามารถลดขยะอาหารที่เกี่ยวข้องกับการเรียกคืนให้เหลือน้อยที่สุด โดยการแยกสาเหตุของการปนเปื้อนและ Batch ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ผู้ผลิตสามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดปลอดภัย

       สรุป

       ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการ Traceability ที่ทันสมัยมากขึ้น ที่สามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจอาหารได้ รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค และยังช่วยลดการเกิดอาหารขยะที่เกิดจากการ Recall ผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมากสำหรับทุกธุรกิจในตอนนี้

อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.sesotec.com/na/en-US/resources/blog/food-traceability-in-the-era-of-industry-4-0